นานะ

นานะ

Guest

  เรียนขับรถเกียร์ธรรมดายังไงก็ขับไม่ได้ทำยังไงดีคะ (26340 views)

Mar 22, 2012 22:52

ไปสมัครเรียนเกียร์ธรรมดาที่โรงเรียนสอนขับรถที่หนึ่ง (ขอไม่เอ่ยชื่อนะคะ) แรกๆเขาก็ให้วนในสนาม ใช้แค่เบรคกับครัชไม่เคยได้เหยียบคันเร่งเลยค่ะ วนไปวนมา สักประมาณสี่ชั่วโมง (สองวันวันละสองชั่วโมง) ใช้แค่เกียร์หนึ่งเท่านั้น หลังจากนั้นเขาก็ให้ออกถนนใหญ่ ขับไม่ได้เลยค่ะ เลี้ยวรถไม่ได้กะระยะไม่ถูก พอถึงทางเลี้ยวเขาให้เปลี่ยนเกียร์ เหยียบครัช เหยียบเบคร เปลี่ยนเกียร์ เหยียบคันเรง ค่อยๆปล่อยครัช รถดับตลอดเลยค่ะ มือกับเท้าก้อไม่สัมพันกันเลยค่ะ มัวแต่กังวลการเหยียบคันเร่ง เบคร ครัช มือก้อเลยไ่ม่ยอมหมุนพวงมาลัย เกียร์ก้อเปลี่ยนไม่คล่อง บางทีเปลี่ยนไม่ทัน ออกถนนวันแรกเขาให้ขับถนนโค้งหักศอกเยอะมากๆ เปลียนเกียร์ไม่ทัน เลี้ยวไม่ได้ตลอดเลยค่ะมือไม่สัมพันกับเท้าตลอดเลยค่ะ
ตอนขับเขาให้เปลี่ยนเกียร์ตลอดเวลา ออกได้สองวันคนสอนโวยวายตลอดทางเพราะเราทำอะไรไม่ได้เลยเขาต้องช่วยตลอดเวลาไม่ว่าจะหมุนพวงมาลัย เปลี่ยนเีกียร์ เหยียบเบครครัช หลังจากนั้นเขาก้อลงความเห็นกันว่าให้เราขับแค่ในสนามพอและก้อไปทำใบขับขี่ไม่ให้ออกถนนใหญ่อีกเ(แต่ยังไม่ได้ไปทำหรอกค่ะขับไม่เป็นจะไปทำเพื่ออะไร )เสียความมั่นใจมากเลยค่ะ หนูจะทำยังไงดีค่ะ ว่าจะไปลองเรียนที่อื่นดู(เพราะจำเป็นต้องขับให้ได้)จะดีไหมคะ หรือว่าหนูไม่มีความสามารถพอที่จะขับรถเกียร์ธรรมดาได้(ยอมรับซะดีกว่า) รบกวนขอคำแนะนำหน่อยค่ะ จะทำยังไงดีคะ

นานะ

นานะ

Guest

Webmaster

Webmaster

Admin

Mar 23, 2012 10:57 #1

เดี๋ยวเย็นนี้พี่กลับมาสอน พร้อมให้ คำแนะนำ ได้มั้ยค่ะ เพราะเรื่องนี้ค่อนข้างยาว พอสมควร เกรงว่าจะไม่มีเวลาพิมพ์ได้ทัน ได้ครึ่ง ๆ กลาง ขอเป็นช่วงเย็นนะคะ รอคุณครูเลิกงานนิดนึงค่ะ

Webmaster

Webmaster

Admin

นานะ

นานะ

Guest

Mar 23, 2012 19:41 #2

ขอบคุณมากค่ะ :h:

นานะ

นานะ

Guest

Webmaster

Webmaster

Admin

Mar 24, 2012 20:37 #3

อิอิ เมื่อวานลืมกลับมาตอบ

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า การเรียนอะไรก็แล้วแต่ ไม่ว่าจะเป็นการเรียนขับรถ หรือ เรียนหนังสือทั่วไป ปัจจัยหลักโดยตรงก็มีอยู่ 2 อย่าง 1. ครูคนถ่ายทอด 2. ตัวนักเรียน ต่อให้คุณครูสอนดีอย่างไร แต่เวลาสอบนักเรียนไม่อ่านหนังสือ ก็สอบตกได้เหมือนกัน ดังนั้นถ้าอ่านในนี้ จะไม่เห็นว่าพี่จะบอกว่าให้มาเรียนกับเราเพราะเราสอนดี ก็คงไม่ Hard sale ขนาดนั้น แต่พี่ก็จะไม่บอกว่าสาเหตุมาจากหนูไม่เก่ง พี่ก็จะไม่พูด เพราะพี่ไม่ได้เป็นคนสอน หรือหนูไม่ได้เรียนกับโรงเรียน ที่จะทำให้พี่สามารถสอบถามความคิดเห็นจากครูได้ว่าระหว่างเรียนหนูเป็นอย่างไร แล้วจะด่วนสรุปว่าเพราะโรงเรียนที่หนูไปเรียนมาไม่ดี พี่คงไม่ฆ่าเพื่อนร่วมอาชีพขนาดนั้น เพราะบางทีเค้าอาจจะสอนเต็มที่แล้วก็ได้ แต่พี่จะให้หนูลองคิดตามคำแนะนำ และตัดสินใจเอาเองว่าจะฮึดสู้ต่อ หรือจะ give up กับเกียร์ธรรมดานะคะ

เกียร์ธรรมดา ปกติพื้นฐานที่ต้องเรียนรู้มีมากพอสมควรอยู่แล้ว และจะค่อนข้างยากเมื่อเรานำไปเปรียบเทียบกับเกียร์ออโต้ การเรียนเกียร์ออโต้พื้นฐานส่วนใหญ่ที่เน้น คือ การใช้พวงมาลัย การควบคุมรถ ที่เราเรียกว่าฝึกเลี้ยว แต่สำหรับเกียร์ธรรมดาก่อนจะมาถึงขั้นตอนฝึกเลี้ยว ต้องผ่านการใช้ฝึกเปลี่ยนเกียร์โดยไม่ต้องก้มลงมองแท่นเกียร์ จากนั้นฝึกออกตัว เหยียบคลัช เหยียบคันเร่ง พร้อมการปล่อยคลัช ทำอย่างไรไม่ให้รถกระตุกและดับ ซึ่งจุดนี้ค่อนข้างใช้เวลาพอสมควร กว่าตัวผู้เรียนจะจับจุดความสัมพันธ์ของแต่ละอย่างได้ ซึ่งจะทำให้การบังคับรถเป็นไปอย่างราบรื่น รถไม่กระตุกและดับไปภายหลัง ซึ่งหากจุดนี้ไม่ดีเท่าไหร่ ก็ใช้เวลาพอสมควรกว่าจะได้ฝึกเลี้ยว หากยังเลี้ยวได้ไม่ดี หรือไม่สามารถบังคับรถให้อยู่ในเลนส์ได้ การพาออกถนนเป็นเรื่องที่น่ากลัวพอสมควรค่ะ เรายังไม่ต้องไปพูดถึงเรื่องจอดรถค้างบนสะพานหรือถอยจอดนะ เอาแค่วิ่งทางตรง ทางเลี้ยว แบบรถไม่ดับ เปลี่ยนเกียร์ได้ เลี้ยวได้ ก็จะเห็นว่าใช้เวลาพอสมควร

ดังนั้นหากมาเรียนกับโรงเรียนสอนขับรถ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมักจะมีชั่วโมงจำกัดกันอยู่แล้ว 8 ชม 10 ชม มากหน่อยก็จะ 15 หรือ 20 ชม และส่วนใหญ่มีสัญญามหาชนบางอย่าง เวลาโฆษณา ที่จำเป็นต้องเอามาสอน แบบไม่สอนไม่ได้ เช่น พาไปสอบจนกว่าจะได้ ซึ่งทำให้ในระหว่างคอร์สเรียนต้องเรียนท่าสอบใบขับขี่ด้วย แล้วก็มักจะเป็น objective ของนักเรียน ขับดีไม่ดีไม่รู้ รู้ว่าต้องได้ใบขับขี่ ไม่ได้ สอบตก เหวี่ยงแน่นอน หรือ พาออกถนน ถ้าสอนแล้วต้องอยู่แต่ในสนาม ครูโดนร้องเรียนทางสำนักงานแน่ ทำให้ใน 1 หลักสูตรต้องเรียนสิ่งพวกนี้ด้วย โดยที่บางทีผู้เรียนยังไม่พร้อมที่จะต้องไปเรียนในเสต็ปถัดไปเพราะเสต็ปแรกยังทำได้ไม่ดีด้วยซ้ำ แต่ด้วยเวลาที่จำกัด เข้าชั่วโมงนี้ชั่วโมงนั้นต้องสอนอันนี้แล้ว สอนอันนั้นแล้ว ปกติเข้าใจว่าครูที่นี่จะไม่ค่อยปล่อย ถ้าต้องอยู่ในสนามก็ต้องอยู่ ไม่พร้อมก็ไม่ออกถนน ถ้าต้องเพิ่มชั่วโมงก็บอกตรงๆ แต่บางทีเป็นความต้องการของนักเรียนครูไม่สอนก็ไม่ได้ เช่นบางคนมาเรียนพร้อมความต้องการ 4-5 อย่าง เช่น อยากให้พาไปที่ทำงานด้วย อยากให้พาไปขึ้นห้างที่ไปประจำ บอกตั้งแต่ยังไม่ได้ลงเรียน ด้วยเวลาที่จำกัด พร้อมกับสิ่งที่บังคับว่าต้องสอน บวกกับความต้องการของผู้เรียนบางท่าน เวลาที่จะได้ฝึกให้ทำอะไรแต่ละอย่างให้มันดี หรือเก่ง หรือคล่อง มันถูกทอนไปโดยพริบตา จนบางทีเราไม่ได้กลับไปคิดด้วยซ้ำว่า เฮ้ย เราออกตัวดีแล้วหรือ เราทำให้รถไม่ดับกลางคันได้แล้วหรือยัง ถ้าเป็นนักเรียนที่ความสามารถอยู่ในระดับปกติอันนี้ไม่มีปัญหา แต่ปัญหาจะอยู่นักเรียนที่ช้ากว่าเพื่อน วิธีการง่าย ๆ คือ พื้นฐาน น่าเบื่อ มากถึงม๊ากที่สุด อันนี้พี่ยอมรับ แต่สำคัญที่สุด พื้นฐานได้ดี ออกถนนไม่ต้องหวง ไม่ใช้เวลานาน ขับดีกว่าพวกพื้นฐานไม่แน่นแน่นอน แต่เราต้องอดทนพอสมควรช่วงวนรถในสนาม หรือฝึกเลี้ยวตามหมู่บ้าน ถ้าไม่ดียังไม่ต้องรีบร้อน อดทนไปเถิดรับรองเป็นประโยชน์ในอนาคตแน่นอน ถ้าเราเป็นคนที่ช้ากว่าเพื่อน อยากให้ลืมเรื่องจำนวนชั่วโมงที่ลงไว้กำลังจะหมด ยังไม่ได้เรียนอะไรเลย ให้หยุดคิดเรื่องพวกนี้ ค่อยๆ เรียน ฝึกให้ดีทีละอย่าง ทีละเสต็ป มันมีไม่กี่เรื่องที่ต้องฝึกตามที่อธิบายมา หมดไป 1 คอร์สยังไม่ได้ออกถนน ลงอีกคอร์สเพื่ออกถนน และสอบใบขับขี่ รับรองว่าไม่เกิน 2 คอร์ส เก่งน้อยกว่าเพื่อนตอนเริ่มต้น ไม่มี skill ในการขับรถ รับรองว่าจบและขับได้แน่นอน ดีกว่าลงเรียน 1 คอร์ส เพื่อให้ได้เรียนทุกอย่าง แต่จบอะไรมาแล้วเหมือนไม่ได้อะไรสักอย่าง อย่างนี้เท่ากับการเช่ารถแล้วลองขับ ไม่ได้เรียกว่าเป็นการเรียนเพื่อให้ขับเป็น

ที่สำคัญ ทุกครั้งที่เรียนจบในแต่ละคาบแต่ละวัน หันไปถามครูสักนิด ว่าการขับเราวันนี้เป็นอย่างไร เรามีข้อบกพร่องตรงไหนบ้าง ต้องแก้ไขอย่างไร คาบถัดไปก่อนจะเริ่มอะไรใหม่ ๆ ขอคุณครูลองของเก่านิดนึง ไอ้ที่วันก่อนเราถามครู แล้วครูเค้าติ ขอลองพร้อมกับลองแก้ไขตามคำแนะนำครูว่าโอเคขึ้นมั้ย ตามที่เข้าใจ การเรียนสมัยนี้การติติงหรือบอกจุดบกพร่อง มันเริ่มหายไปจากหลาย ๆ โรงเรียน เพราะ บางคนไม่ได้เปิดใจกว้าง ก็ทำให้กลายเป็นเข้าใจว่าครูตำหนิ โทรมาแจ้งสำนักงานก็มี หรือบางทีเงินเดือนครูขึ้นกับผลการประเมินจากนักเรียน คำติติงจากครูอาจจะให้นักเรียนประเมินครูในแง่ลบก็เป็นได้ หรือนักเรียนบางท่าน strict กับเรื่องของเวลา ครูบางท่านมาส่งเร็ว เพียงเพราะจะมาจอด repeat สิ่งที่เรียนมาวันนี้ ทำอะไรได้ดี ทำอะไรไม่ดี เท่านี้ก็เป็นเรื่องโดนจะต่อว่าว่าสอนไม่ครบ เรื่องพวกนี้เกิดบ่อย จนทำให้วัฒนธรรมในการบอกข้อบกพร่องมันหายไปเกือบทุกโรงเรียนแล้ว บอกส่วนใหญ่บอกในระหว่างนักเรียนขับรถ รับรองว่าไม่มีนักเรียนที่ไหนจะฟังหรือจดจำได้ เพราะทุกคน concentrate กับการขับมากกว่า ดังนั้นท้ายคาบจอดรถแล้วคุยเป็นสิ่งที่ดีที่สุดแก่ตัวนักเรียน ดังนั้นยอมสละเวลาเรียนคาบละ 5-10 นาทีคุยกับครู เพราะพี่คนนึงเชื่อว่า ถ้าเราไม่รู้ว่าเราทำอะไรผิด เราจะไม่มีวันทำมันถูก

ดังนั้นเคสของหนูเหมือนกัน หากหนูหรือครู ตอนนั้นได้พูดคุยกัน ว่าตรงจุดไหนที่เราทำมันไม่ดี หรือทำมันไม่ได้ ต้องแก้อะไร ดีกว่าไม่รู้เลยว่าทำไมครูเค้าถึงให้เราอยู่แต่ในสนามแล้วไม่สอนอะไรเราเลย หนูก็คงไม่เป็นเหมือนตอนนี้ ที่เป็นอยู่ไม่รู้ว่า ครูสอนไม่ดี หรือ หนูขับไม่ได้ แต่ประเด็นอยู่ตรงที่ว่า ถ้าเค้าสอนไม่ดี หนูก็จะไม่มีวันขับได้เหมือนกัน นอกจากจะเรียนรู้ด้วยตนเอง ทางเลือก หนูมี 2 ช๊อยส์ ครึ่ง คือ 1. ฝึกด้วยตนเอง 2. กลับมาฮึดเรียนเกียร์ธรรมดา 2.5 ถ้าเรียนเกียร์ธรรมดาที่ใหม่ แล้วคิดว่าอาการท่าจะแย่ ก็รีบเปลี่ยนชั่วโมงที่เหลือเป็นเกียร์ออโต้ หนูสามารถขอเค้าเปลี่ยนได้ทุกโรงเรียนค่ะ แต่พี่คิดว่าถ้าในชีวิตเราต้องใช้เกียร์ธรรมดาฮึดฝึกให้ได้ก็น่าจะดีกว่า เปลี่ยนไปเรียนออโต้ มันทำงานได้ สร้างรายได้ เราควรจะต้องทำให้ได้ เป็นช้ากว่าเพื่อน ใช้เวลามากกว่าเพื่อน แต่ถ้าเราตั้งใจ ไม่มีอะไรที่เราจะทำไม่ได้ พี่เชื่ออย่างนั้นค่ะ ถ้าพึ่งท้อโดยที่เรายังไม่ได้เริ่ม ถ้าเราไม่ได้เริ่มมันจะไม่มีวันสำเร็จ สู้ ๆค่ะ

Webmaster

Webmaster

Admin

Webmaster

Webmaster

Admin

Mar 24, 2012 20:54 #4

สำหรับถ้าเรียนด้วยตนเอง ก็ตามนี้ พี่อาจจะสอนได้ไม่ละเอียด พี่ก็ไม่ใช่ครูมืออาชีพ ให้ครูมีพิมพ์ โดยที่ไม่มีรถ ไม่มีนักเรียน ครูเค้าไม่รู้จะเริ่มอย่างไร อาจจะไม่ครบถ้วนก็ขออภัยนะคะ

1. จอดรถอยู่กับที่เลย ฝึกเข้าเกียร์โดยห้ามดูเกียร์ วิธีง่ายๆ เริ่มจากเข้าเกียร์ว่าง เกียร์ว่าง คือ แท่นโยก จะอยู่ตรงกลาง จะสามารถโยกไปทางซ้ายและขวาได้ เรียกว่าอยู่ในตำแหน่งเกียร์ว่าง จากนั้นเข้าเกียร์ 1

เกียร์ 1 เริ่มจากเกียร์ว่าง โยกไปซ้ายสุดแล้วผลักขึ้นตรงๆ

เกียร์ 2 ก็เอากลับมาที่เกียร์ว่าง โยกไปซ้ายสุดแล้วผลักลงตรง

เกียร์ 3 เหมือนกันอยู่เกียร์ 2 เอากลับมาเกียร์ว่างตรงกลางซะ แล้วดันขึ้นตรง

เกียร์ 4 ทำเหมือนเกียร์ 3 แต่ดันลงตรง ๆ

เกียร์ 5 เริ่มจากเกียร์ว่าง โยกไปทางขวาแล้วดันขึ้นตรง ๆ

เกียร์ถอย เริ่มจากเกียร์ว่าง โยกไปทางขวา แล้วดันลงตรง ๆ

ดังนั้นเวลาที่รถวิ่งอยู่ ถ้างง แล้วต้องเปลี่ยนเกียร์ ก็เหยียบคลัช ผลักเกียร์มาอยู่เกียร์ว่างแล้วเข้าเกียร์โดยโยกเข้าตำแหน่งที่เราจะเข้า เพราะบางทีรถวิ่งอยู่แล้วเรางง ว่าตอนนี้เกียร์ 2 จะเข้าเกียร์ 3 จะไปทางไหน ก็ผลักมาไว้เกียร์ว่างแล้วดันขึ้นตรง ๆ แค่นั้น

นั่งเข้าเกียร์อยูกะที่ก่อน จนกว่าจะรู้ว่าตอนนี้เกียร์อยู่ตำแหน่งอะไร

Webmaster

Webmaster

Admin

Webmaster

Webmaster

Admin

Mar 24, 2012 21:02 #5

2.  ฝึกออกตัว จุดนี้ต้องเรียนรู้ และต้องจับความสัมพันธ์ ของคลัชและคันเร่ง และกำลังของเครื่องยนต์ได้

เริ่มจากเหยียบคลัชสุด เข้าเกียร์ 1 จากนั้นตั้งสตินิดหน่อย แล้วลุ้นว่ารถจะดับป่าว  

จะออกตัว ก็กดคันเร่งแล้วค่อย ๆ ปล่อยคลัชที่เท้าซ้าย รถจะเคลื่อนที่ ถ้าปล่อยคลัชเร็ว รถจะกระตุกแล้วดับเลย อะต้องเริ่มใหม่

เข้าเกียร์ว่าง สตาร์ทรถ เหยียบคลัช เข้าเกียร์ 1 เริ่มกดคันเร่ง ค่อย ๆ ปล่อยคลัช รถเริ่มเคลื่อนที่ เทคนิคสำหรับมือใหม่ คือเวลาปล่อยคลัชอย่าปล่อยหมด ปล่อยแค่ครึ่งเดียว เท้าซ้ายก็คาไว้ที่คลัช กดคันเร่งเติม จนเครื่องยนต์รถอยู่ในระดับคงที่ค่อยปล่อยคลัชทั้งหมด แค่นี้ออกตัวก็จะไม่ดับแล้ว วิ่งไปเรื่อยเครื่องเริ่มตือแล้ว เข้าเกียร์ 2 เหยียบคลัชสุด เข้าเกียร์ 2 แล้วก็ทำเหมือนเมื่อกี้ตอนออกตัว

ดูเหมือนง่ายใช่มั้ย แต่คนไม่เคยลองขับ ไม่เข้าใจ ผู้หญิงตัวเล็กที่ฝึกหัดขับเกียร์ธรรมดาหรอก   ดับเป็นร้อยอย่างต่ำ   

วันนี้พอแค่นี้ก่อน ต้องไปดูเดอะสตาร์ เด้วมาต่อได้มั้ยอะ ไม่รู้จะสอนจบอะป่าว เพราะความสามารถของตัวเองกะเกียร์ธรรมดาก็เหลือล้น       

Webmaster

Webmaster

Admin

Webmaster

Webmaster

Admin

Mar 26, 2012 23:21 #6

กลับมาต่อค่ะ ถึงไหนแล้ว เดี๋ยวขึ้นไปอ่านข้างบนก่อน

จริง ๆ ก็มีอยู่แค่ด้านบนแหละ หลักการขับเกียร์ธรรมดา เราเน้นทางตรงก่อน อยู่ในสนามจะยังไม่ได้ใช้ความเร็ว ดังนั้นเกียร์ที่ใช้จะเป็นเกียร์ 1-2 ประมาณนี้ เมื่อออกตัวได้แล้ว วนอยู่ในสนามได้แล้ว เด้วเราเริ่มออกวิ่งทางตรง จะได้เริ่มใช้ความเร็วบ้าง จะได้เปลี่ยนเกียร์

ก็ทำเหมือนขั้นตอนบนวิ่งไปทีละเกียร์ พอเริ่มกดคันเร่งใช้ความเร็ว เครื่องรถเริ่มหมดกำลังก็เปลี่ยนเกียร์ ก็จะเหยียบคลัชสุด เปลี่ยนเกียร์ ปล่อยคลัช แล้วเหยียบคันเร่ง หลักการมีเท่านี้จริง ๆ เลย

พอมาเรื่องเลี้ยว จำเป็นต้องรู้ก่อนว่าพวงมาลัยมีกี่รอบ ปกติจากพวงมาลัยตรง หมุนซ้ายสุด หรือ ขวาสุดจะหมุนได้ประมาณ 1.5-2 รอบ ถ้าเลี้ยวซ้ายก็หมุนพวงมาลัยไปทางซ้าย เลี้ยวขวาต้องหมุนพวงมาลัยไปทางขวา จะหักเลี้ยวเมื่อไหร่ ลองนึกว่าเราเดินอยู่บนถนน เราเดินยังไม่ถึงมุมฉาก ก็จะปีนฟุตบาท รถก็เหมือนกัน ถ้าเราตัวคนขับยังไม่พ้นมุมฉากแล้วเราหมุนพวงมาลัยมันก็ปีนฟุตบาท (โอ้ย ไม่ได้ขับไปด้วย อธิบายยากจัง จะเห็นภาพมั้ยนี่) เลี้ยวเสร็จต้องคืนพวงมาลัยให้ทัน เพื่อให้รถกลับมาตั้งลำอยู่ในเลนส์ ทางที่ดี อันนี้ ควรฝึกที่หมู่บ้านที่ไม่ค่อยมีคน จะได้ฝึกเลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา เพราะฝึกในสนามมันเป็นการเดินรถทางเดียว คือ วงเป็นวงกลม จะได้เลี้ยวแค่ด้านเดียวไม่ซ้ายก็ขวา แล้วเวลาคืนพวงมาลัย ไม่ทันมันจะไม่รู้ เพราะพื้นที่ค่อนข้างกว้าง ถ้าฝึกเลี้ยวตามหมู่บ้านจะได้ฝึกบังคับรถให้อยู่ในเลนส์ด้วย ฝึกคืนพวงมาลัยให้ทัน รู่จังหวะ เวลาเลี้ยว ถ้ารถช้า อย่าลืมเหยียบคลัชสุด แล้วเหยียบเบรคเพื่อชะลอความเร็วนะคะ แล้วก็หักพวงมาลัยเลี้ยวให้ทันนะ เดี๋ยวหลุดโค้ง 

จริงๆ พื้นฐานมีเท่านี้แหละ แล้วก็ออกถนนใหญ่ แต่กว่าจะผ่านแต่ละขั้นไปได้ พอสมควร ตั้งแต่ฝึกเข้าเกียร์ คุ้นกะการเปลี่ยนเกียร์โดยไม่มอง ฝึกออกตัว ออกดับออกดับ อย่างต่ำ 1-2 ชม แน่นอน วิ่งวนในสนามโดยไม่ใช้ความเร็ว และห้ามรถดับ ก็ใช้เวลาอีก จริงๆ เรื่องพวกนี้ไม่ได้ยากอะไรมาก แต่เรื่องที่ต้องทำทุกอย่างพร้อมกันด้วยเวลานิดเดียว อันนี้ทำให้ทุกคน งง สับสน ลืม สุดท้ายนรถก็กระตุกและดับไป เรื่องจับความสัมพันธ์ของทุกสิ่งอย่างในเกียร์ธรรมดา เหยียบคลัช เข้าเกียร์ เลี้ยงคลัช เหยียบคันเร่ง ปล่อยคลัช ด้วยเวลาเพียงไม่ถึง 30 วินาทีแล้วต้องทำทุกสิ่งที่บอกมาตามที่พูด ถึงกับทำให้หลายคน give up กับการขับเกียร์ธรรมดามาแล้วก็มีค่ะ

ดังนั้นถ้าตั้งใจ ค่อยๆ ฝึก ฝึกเองก็ได้ พื้นฐานทั้งหมดไม่หนีจากไปจากนี้ เพราะสมัยที่มีฝึก โดยนั่งหมุนพวงมาลัย นับรอบ 1 2 1 2 อยู่เป็นชั่วโมง สมัยนี้ก็ให้นั่งหมุนพวงมาลัยแบบนี้เป็นชั่วโมง คงโดนโวยตาย

Webmaster

Webmaster

Admin

มือใหม่หัดขับ

มือใหม่หัดขับ

Guest

May 23, 2013 08:51 #7

สวัสดีค่ะ หนูเพิ่งหัดขับรถเกียร์ธรรมดา ตอนนี้ออกรถใหม่แล้วค่ะ
อยากถามดังต่อไปนี้ค่ะ
1. เวลาเราเปลี่ยนเกียร์ตอนขับรถอยู่บนถนน เราต้องเหยียบเบรกไหมคะ
2. เวลาเบรกรถจะเลี้ยว รถจะดับทุกทีเลยค่ะ มีเทคนิคยังไงบ้างคะ ในการเลี้ยวแบบไม่ีให้รถดับค่ะ
3. ติดนิสัยเหยียบครัชแล้ัวเหยียบเบรกเพราะกลัวแตะเบรกแล้วรถจะดับ ต้องทำยังไงบ้างคะ
ตอนนี้มีปัญหาเรื่องการเลี้ยวมากค่ะ รถดับทุกที แถวเวลาขับไปเร็วนิดนึงประมาณ 60 แล้วจะติดเหยียบครัช
ถ้าเราขับอยู่ประมาณ 60 เหยียบเบรกรถจะดับไหมคะ เราควรแตะๆ เบรก หรือว่าเหยียบไปเลยค่ะ

ขอบคุณค่ะ

มือใหม่หัดขับ

มือใหม่หัดขับ

Guest

Webmaster

Webmaster

Admin

May 23, 2013 10:29 #8

ตอบคำถามดังนี้นะคะ

1. ไม่ต้องค่ะ สามารถเหยียบครัชแล้วเปลี่ยนเกียร์ได้เลย พอเปลี่ยนเกียร์แล้วก็ค่อยๆปล่อยคลัชค่ะ จนรถมันนิ่ง ก็ค่อยถอนเท้าออกจากคลัชค่ะ

2.ถ้ารถมันทำท่าจะดับ ต้องเหยียบคลัช เลี้ยงคลัชช่วยค่ะ

3.จริงๆ เหยียบคลัชไม่จำเป็นต้องเหยียบเบรคค่ะ แต่ต้องดูสถานการณืด้วย เช่นถ้าต้องการชะลอความเร็ว ก็ต้องถอนเท้าออกจากคันเร่ง ก็ตองเหยียบเบรค รอบต่ำลงมาก็เหยียบคลัช ลดเกียร์ลงค่ะ

ต้องฝึกเยอะๆ จนคุ้นชิน รู้จังหวะรถค่ะ

Webmaster

Webmaster

Admin

มือใหม่หัดขับ

มือใหม่หัดขับ

Guest

Jan 19, 2015 17:34 #9

เจอเหมือนกันเลยค่ะ
ในชีวิตนี้ไม่เคยคิดว่าจะขับรถเลย แต่จำเป็น
จึงเลือกเรียนกับสถาบันสอนขับรถ (แพงหน่อยก็ยอม) เพราะ
๑. เป็นคนเรียนรู้อะไรยากมากกว่าคนอื่น ๔-๗ เท่า
๒. เป็นคนที่ระบบประสาทสัมผัสแบบให้สัมพันธ์กันนั้น ...ไม่ค่อยดี
๓. เป็นคนกลัวพวงมาลัยมากที่สุด

เลือกคอร์ส ๑๕ ชม. พร้อมได้ใบขับขี่
ที่เลือกเรียนในสถาบันเพราะ..."เห็นเขาโฆษณาดี"
ดูเหมือนเขาจะเริ่มต้นสอนเราอย่างเป็น "ระบบ" + "ขั้นตอนจาก ทฤษฎี > อุปกรณ์รถ > ทดลองใช้รถจำลอง
คิดว่าเขาจะสอนจากง่าย ไป ยาก

ได้เงินปุ๊บ...! ตัดสินใจไปเรียนเลย
โดยไม่ได้ศึกษาอะไรล่วงหน้ามาก่อน...ไม่รู้อะไรเลย
ไปถึงประมาณบ่าย ๑ โมง
พนักงานลงเริ่มเรียนให้เวลา ๓ โมง
แล้วก็เรียก "ครูฝึก" มารับไป
ได้ "ครูฝึก" เป็นคนผ่านวัยเกษียณอายุมาแล้ว ๗ ปี
เราก็ปัญหาของตัวเองให้ครูฝึกว่า "เป็นคนเรียนรู้ช้า (ถ้าได้แล้วก็จะทำให้ดีกว่าคนอื่น เร็วกว่า)...เป็นคนแยกประสาทสัมพันธ์กันไม่ค่อยดี...และเป็นคนที่กลัวการขับรถมากที่สุด"
ครูฝึกก็รับรู้

ครูฝึกพาไปวัดสายตา
พาไปลองการบีบเสา ๒ ต้น เข้าหากัน (โดยไม่อธิบายเหตุผลอะไรเลย)
กำลังจะเริ่ม กด ๆ ..ครูฝึกก็ทำให้เสร็จเรียบร้อยเลย
ครูฝึกให้ทดลองหมุนพวงมาลัยรถจำลอง โดยไม่บอกเทคนิคเลย แล้วทิ้งให้ลองอยู่คนเดียว
จากนั้นแกก็พาขึ้นรถเลย (ทั้งที่ยังไม่ถึงเวลาเรียน)
รองเท้าที่ใส่เป็น "รองเท้าแตะ" ไม่สะดวกเลย (แกก็ไม่ได้บอกให้เปลี่ยน)

แล้วก็ให้จับพวงมาลัยเลย บอกอุปกรณ์นิด ๆ หน่อย ๆ
พาขับเดินหน้า เลี้ยว ถอย
๒ ชม.แรกก็จบไปโดยที่ไม่มีปัญหาอะไร
กลับมาบ้านก็อ่านคู่มือที่เป็นหนังสือที่ทางสถาบันให้มา
อ่านจนจบหลายรอบ

๒ ชม.ต่อมา ครูฝึกพาไปฝึกที่สนามสอบใบขับขี่เลย
ตอนนี้ร่างกายเริ่มฟ้องปัญหาว่า...ยังเหยียบคลัช + คันเร่ง ไม่สัมพันธ์กัน
ตลอด ๒ ชม.นี้ ครูฝึกก็คอยตะโกนบอกตลอดเวลาว่า
"หยียบคลัช"
"เหยียบคันเร่ง"
"เหยียบเบรค"
"เหยียบคลัชครึ่งเดียวก็พอ"
"คำว่าเหยียบคลัช...คือเหยียบให้สุด" (เริ่มสับสนว่าครึ่งเดียว หรือ สุด)
ครูฝึกจะคอยสั่งทุกขั้นตอน...ด้วยเสียงอันดัง ตลอด ๒ ชม.
โดยที่ไม่ได้อธิบายเหตุผลอะไรเลย
และไม่มีจังหวะเว้นว่างให้ "ทดลองทำ" หรือ "ตัดสินใจเอง" เลยแม้แต่นิดเดียว
เหมือนตัวเองกำลังเป็นเครื่องยนต์ หรือคอมพิวเตอร์ ที่ต้องทำตามคำสั่ง
วันที่ ๒ จึงผ่านไปอย่างทุลักทุเล
ตอนแรกครูฝึกบอกว่าให้เรียน ๔ ชม.รวดเลย เพราะวันนี้ได้ชม.สอนแค่ ๒ ชม.
เซ็งนักเรียนรับรู้ช้า...ก็เลยเลิก
หลังเลิกเราขอไปฝึกกับรถทดลองในห้องอบรม
"รถทดลอง" ใช้ไม่ได้เลยสักคัน
แถมคลัชของรถทดลองก็ "นิ่ม" ไม่เหมือนรถจริง
วันแรก...ใช้เวลาทดลองรถจำลองอยู่ประมาณชั่วโมงกว่า
โดยจินตนาการแบบงง ๆ เหมือนกำลังขับอยู่ในสนาม...
จากนั้นจึงกลับบ้าน

กลับบ้านมาแล้ว...เริ่มตื่นตัว มาเปิดอินเตอร์เน็ตศึกษา
ทำให้รู้ว่า "คลัช" มีหน้าที่อะไร ...อะไรเป็นอะไร
เหลือแยกระบบประสาทอย่างเดียว

วันที่ ๓ (เป็นชม.ที่ ๕-๖) ครูฝึกให้ไปก่อนเวลา ๒ ชม.เพื่อรับการอบรม
เราดีใจมาก จะได้รู้สักทีว่าอะไรเป็นอะไร...
ปรากฏว่าเป็นวิดีโอ "มารยาทในการขับขี่"
เรารู้สึกว่าอันนี้ไปศึกษาทีหลังก็ได้ จะขึ้นรถแล้ว ยังไม่รู้ข้อมูลเบื้องต้นจากสถาบันเลย

วันที่ ๓ จึงไม่มีอะไรดีขึ้นเลย ทำตามคำสั่งแบบ "งง ๆ"
วันนี้เป็นวันที่ครูฝึกหัวเสีย - ขาดสติ - ตะโกนดังลั่น - เปิดกระจก - เคี้ยวหมากฝรั่ง - หยุดเข้าห้องน้ำ - ตลอดเวลาที่สอนก็เดือดพล่านตลอดเวลา
มีตอนหนึ่งที่ครูฝึกอ่อนใจสุด ๆ ก็เลยหยุดพูด หยุดสั่ง หยุดตะโกน...ปรากฏว่าเราทำได้ :-_-:
(เหมือนได้ตัดสินใจเองในเวลาสั้น ๆ)
จากนั้นครูฝึกก็ตะโกนสั่ง เดือดพล่านอีกเหมือนเดิม
ซึ่งเราก็ยังสงบนิ่งเฉย ๆ ตลอดการฝึกอบรม ไม่ได้โกรธอะไรครูฝึก
เพียงแต่ในใจคิดว่า...เขาน่าจะสอนเบื้องต้น แล้วสอนปฏิบัติ แล้วให้เราตัดสินใจบ้าง
หมดไป ๖ ชม. ครูฝึกบอกว่า "จะขับเป็นไหมเนี่ย..."
อย่างไรก็ตามเราก็ไม่ได้เสียสติ ยังสงบนิ่ง และตลอดการขับรถ ก็ทวนคำสั่งตลอด
ครูฝึกบอกว่าเรากลัวเกินไป
เราบอกว่าความจริงไม่ได้กลัว แต่ "งง" ไม่รู้อะไรเป็นอะไร
"คุณครูคะ...ทำไมหนูไม่ได้เรียนทฤษฎีเลยคะ" ถามครูฝึกไป
ครูฝึกตอบว่า "เรียนขับรถจะมาทฤษฎีอะไรล่ะ ต้องปฏิบัติเลย"

เราก็ไม่ยอมแพ้...เสียเงินไปเยอะแล้ว ยังไงต้องทำให้ได้
กลับไปเล่น "รถจำลอง" ที่ใช้ไม่ได้ของสถาบันอยู่อีก ๑ ชม. ๓๐ นาที
โดยจินตนาการว่าตนเองอยู่ในสนาม
ทดลองจับพวงมาลัย - ใส่เกียร์ - เหยียบคลัช - คันเร่ง - เบรค ตามสถานการณ์จินตนาการ
กลับไปบ้านก็เปิดอินเตอร์เน็ตดูเทคนิคการขับรถ และเหตุผลต่าง ๆ
เรียกว่าทำการบ้านเต็มที่
และโทร.ไปขอต่อชม.กับเจ้าของสถาบัน
และเล่าปัญหาของเราให้ฟัง
เล่าปัญหา "วิธีสอน" ที่ทำให้เรางง ให้เขาฟัง
เขาสลดใจมาก ที่ลูกน้องของเขาสอนเราแบบนี้
เขาให้เราไปเริ่มใหม่ โดยเราก็หวังว่าเราจะได้ "ครูฝึกคนใหม่"
แอบภาวนาในใจว่า ขอคนหนุ่ม ไม่พูดมากได้ไหม อิอิ

ซึ่งขณะที่โพสต์นี้ ...ก็เป็นช่วงที่กำลังรอเวลาไปเริ่มใหม่
คนอื่นทำได้...เราก็ต้องทำได้สิ
การสอนแบบผิด ๆ ใจร้อน...ของคนที่ไม่มีหัวใจความเป็นครู และไม่มีเทคนิคการสอน
ก็ถือเป็นอุทาหรณ์สำคัญ
ในโลกจินตนาการของครูฝึก...มีความมุ่งหวังที่จะให้เรา "สอบใบขับขี่" ได้
เราอยาก "ขับเป็น - ขับได้" มากกว่า
เรื่องใบขับขี่ เรากลับมาสอบกับสถาบันเมื่อไหร่ก็ได้
เป็นโรคกลัวอุบัติเหตุ...อยากขับแบบรู้จริง เรื่องใบขับขี่ค่อยว่ากัน

นี่ก็เป็นประสบการณ์ขับรถครั้งแรกของเรา :k:

มือใหม่หัดขับ

มือใหม่หัดขับ

Guest

Post reply
CAPTCHA Image
Please fill in your result.
Powered by MakeWebEasy.com